วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การบริหารจัดการทรัพยากร

การบริหารจัดการทรัพยากร

สาระสำคัญ
                
ทรัพยากรเป็นสิ่งมีค่าที่หน่วยเศรษฐกิจทั้งหลายควรเลือกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ลดความสูญเปล่าและเพิ่มคุณค่าให้แก่ทรัพยากรที่ตนเองถือครองอยู่ หน่วยเศรษฐกิจต่างๆไม่ว่าจะเป็นหน่วยธุรกิจหรือครัวเรือน ต้องเผชิญทางเลือกต่างๆอยู่เสมอ ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจอย่างชาญฉลาดให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างประหยัดและคุ้มค่า ซึ่งก็คือการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสมนั่นเอง
                โดยพื้นฐานแล้วหน่วยธุรกิจต้องเข้าใจกระบวนการผลิต และบริหารจัดการให้หน่วยธุรกิจผลิตสินค้า และบริการด้วยต้นทุนต่ำที่สุด และมีการพัฒนาปรับปรุงองค์กรของหน่วยธุรกิจให้มีความเข้มแข็ง สามารถบรรลุเป้าหมายในการบริหารทรัพยากรการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
1. การผลิตและต้นทุนการผลิต
                
การผลิตเป็นกระบวนการแปรสภาพทรัพยากรให้เป็นสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดไว้ ในสมัยก่อนหลายคนอาจเข้าใจว่า การผลิตหมายถึงสินค้าสำเร็จรูปที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่ที่จริงแล้วการผลิตยังครอบคลุมถึงธุรกิจการค้า หรือการคมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม การท่องเที่ยวหรือธุรกิจบริการอื่นๆ ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการก็ตามสิ่งที่เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงเป็นสิ่งแรก คือ ต้นทุนการผลิต
                ต้นทุนการผลิต หมายถึง รายจ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตในรูปของสินค้าหรือบริการ ซึ่งในอนาคตผลผลิตดังกล่าวสามารถทำให้เกิดผลตอบแทนหรือรายได้กลับมา]
                ธุรกิจประเภทบริการ ต้นทุนจะหมายถึง ค่าใช้จ่ายในการให้บริการแก่ลูกค้า
                ธุรกิจประเภทจัดจำหน่ายสินค้า ต้นทุนจะหมายถึง ราคาสินค้าที่ซื้อมาเพื่อนำมาจำหน่ายต่อแก่ลูกค้า
                ธุรกิจประเภทผลิตสินค้า ต้นทุนจะหมายถึง เงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อวัตถุดิบ และส่วนประกอบอื่นๆ นำเข้ามาสู่กระบวนการผลิตเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ตามที่กำหนดไว้ ธุรกิจประเภทนี้จะมีการจัดแบ่งต้นทุนดังนี้
                    1.1 ต้นทุนที่แบ่งตามค่าใช้จ่ายของธุรกิจ
                            1) ต้นทุนวัตถุดิบ หมายถึง สิ่งที่ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตสินค้านั้นๆ เช่น ในโรงงานผลิตรถยนต์ ส่วนประกอบที่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่สำคัญของการผลิตรถยนต์ เช่น ล้อ ตังถัง เครื่องยนต์ กระจก ฯลฯ
                            2) ต้นทุนแรงงาน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าแรงงานที่ใช้ในการนำวัตถุดิบมาแปรสภาพให้เป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตามที่กำหนดให้ โดยส่วนใหญ่ต้นทุนแรงงานสามารถคำนวณได้โดยคิดค่าจ้างต่อชั่วโมง ต่อวัน หรือต่อเดือน
                            3) ต้นทุนอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบของการผลิต (ค่าโสหุ้ย) หมายถึง ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบสำคัญของการผลิต เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทางอ้อม เช่น ค่าเช่าที่ดิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าประกันภัยต่างๆ ค่าภาษี เป็นต้น
                    1.2 ต้นทุนที่แบ่งตามพฤติกรรมของต้นทุน
                            1) ต้นทุนคงที่ จะมีการผลิตหรือไม่ก็ตาม ธุรกิจยังคงเกิดต้นทุนนี้ขึ้นมา เช่น ค่าเช่าโรงงาน เงินเดือนผู้จัดการ   โรงงาน ภาษี เป็นต้น แม้จะไม่มีการผลิตก็ตาม บริษัทก็จำเป็นต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้
                            2) ต้นทุนผันแปร คือ ต้นทุนที่ผันแปรไปตามระดับการผลิต ส่วนใหญ่จะได้แก่ต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนแรงงาน เช่น เมื่อระดับการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต้นทุนแปรผันก็จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ด้วย เพราะต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบก็ต้องใช้เพิ่มขึ้นไปตามจำนวนที่ผลิตเพิ่มด้วย
                            1.3 ต้นทุนอื่นๆ ในเชิงเศรษฐศาสตร์
                                    - ต้นทุนค่าเสียโอกาส คือ ต้นทุนการเสียโอกาสในการเลือกใช้วัตถุดิบ กระบวนการหรือทางเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแทนที่จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง เช่น เกษตรกรคนหนึ่งปลูกทำสวนสตรอเบอรี ต่อมาเกษตรอำเภอแนะนำให้เกษตรว่า หากปลูกองุ่นควบคู่ไปด้วยจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 100,000 บาท แต่เกษตรกรไม่สนใจคำแนะนำ เนื่องจากตนไม่มีความรู้ความชำนาญพอในการปลูกองุ่น เกษตรก็จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเท่ากับ 100,000 บาท หรือ เท่ารายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการปลูกองุ่นเพิ่ม แต่ไม่ได้ทำ
                                    - ต้นทุนจม คือต้นทุนที่ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ เช่น การซื้อเครื่องจักร เช่น ซื้อเครื่องจักรมามูลค่า 500,000 บาท 5 ปีผ่านไป ทางโรงงานต้องการซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และนำเครื่องจักรเก่าออกขายได้ราคา 100,000 บาท เพราะฉะนั้นเครื่องจักรนี้จะมีต้นทุนจมเท่ากับ 400,000 บาท
2. การบริหารจัดการ
                
เมื่อเจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการได้แจกแจงเกี่ยวกับต้นทุนต่างๆ ที่สำคัญของธุรกิจแล้ว ขั้นตอนต่อมาที่จะต้องคำนึงถึงคือการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่หรือจะจัดมาให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุดต่อองค์กร  การบริหารจัดการที่ดีจึงมีส่วนช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปตามแผนและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทุกประเภทและลักษณะของธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จำเป็นต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการที่ทั้งสิ้น ดังนั้นบทบาทของผู้ประกอบการจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีด้วย
                2.1 บทบาทผู้ประกอบการ
                        ผู้ประกอบการเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากหน่วยธุรกิจใดๆ จะทำงานให้บรรลุผลสำเร็จได้ ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสภาพตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป คือ มีวิสัยทัศน์ที่ดี อันเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมการวางแผนและการควบคุมทั้งหมด การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันถ้าบริษัทใดผลิตสินค้าหรือบริการด้วยต้นทุนที่ต่ำได้มาตรฐานและคุณภาพดีกว่า รวมถึงการผลิตได้เร็วมีประสิทธิภาพทันกำหนดตามที่ลูกค้าต้องการ บริษัทนั้นย่อมได้เปรียบคู่แข่งโดยชัดแจ้ง ดังนั้นบทบาทของผู้ประกอบการจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องศึกษา โดยเฉพาะบุคคลที่กำลังจะเริ่มเป็นผู้ประกอบการใหม่ที่มองหาความสำเร็จ จำเป็นต้องมองการณ์ไกล นอกจานี้ผู้ประกอบการจะต้องอาศัยทักษะในหลายด้าน เช่น ด้านความเป็นผู้นำ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านการตัดสินใจ ด้านเจรจาต่อรอง และการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งกันด้วย
                2.2 หน่วยธุรกิจและการบริหารจัดการสมัยใหม่
                        1) ความหมายของหน่วยธุรกิจประเภทต่างๆ สามารถแบ่งได้ดังนี้
                            - แบ่งตามประเภทของธุรกิจ
                                (1) ธุรกิจประเภทบริการ คือ ธุรกิจที่ให้ขายการบริการเป็นสำคัญ เช่น ธุรกิจประเภทโรงแรม โรงพยาบาล โรงภาพยนตร์ สถานบันเทิงต่างๆ เป็นต้น
                                (2) ธุรกิจประเภทจัดจำหน่ายสินค้า คือ ธุรกิจที่เปรียบเสมือนคนกลางในการรับสินค้าจากผู้ผลิตมาขายต่อให้ถึงมือผู้บริโภค เช่น ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์โตร์ และร้ายสะดวกซื้อ เช่น ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น
                                (3) ธุรกิจประเภทผลิตสินค้า คือ ธุรกิจที่ผลิตสินค้าเป็นหลัก ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะจัดจำหน่ายสินค้าโดยตรงเองด้วย เช่น ธุรกิจโรงงานผลิตรองเท้า เครื่องหนัง รถยนต์ เสื้อผ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องประดับ เป็นต้น
                            - แบ่งตามลักษณะของเจ้าของธุรกิจ
                                (1) ธุรกิจทีมีเจ้าของเพียงคนเดียง คือ ธุรกิจที่มีการจัดการแบบคนเดียวหรืออีกนัยหนึ่งมีเจ้าของเพียงคนเดียว และบริหารคนเดียว การจัดการแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ใช้เงินลงทุนไม่มาก ข้อดีของธุรกิจที่มีเจ้าของเพียงคนเดียว คือกำไรที่ได้จะเป็นของเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียว แต่ข้อเสียคือการจัดการแบบคนเดียว ทำให้การดำเนินธุรกิจไม่คล่องตัวเนื่องจากคนเดียวต้องทำทุกหน้าที่และบางครั้งอาจขาดสภาพคล่องทางการเงิน
                                (2) ธุรกิจที่มีเจ้าของจำนวน 2-3 คน หรือธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วน คือ การดำเนินธุรกิจที่มีคน 2-3 คน ร่วมกันจัดตั้งบริษัทโดยร่วมกันบริหารจัดการ แบ่งเป็นความคิดความรู้ใหม่ๆ รวมถึงการแบ่งปันผลกำไรอย่างเท่าเทียมกัน ขนาดของธุรกิจอาจเป็นได้ตั้งแต่ระดับเล็กถึงกลาง โดยหุ้นส่วนแต่ละคนอาจร่วมกันลงทุนอย่างเท่าๆกัน ซึ่งการบริหารแบบนี้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าธุรกจิที่มีเจ้าของเพียงคนเดียว
                                (3) บริษัทหรือบรรษัท เป็นลักษณะองค์การธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกาบริหารจัดการแบบมืออาชีพ มีการแบ่งหน้าที่ฝ่ายงานอย่างชัดเจน และแยกส่วนความเป็นเจ้าของและการบริหารออกจากกัน ซึ่งจะแตกต่างกันกับธุรกิจที่มีเจ้าของเพียงคนเดียว และธุรกิจที่มีเจ้าของจำนวน 2-3 คน ที่เจ้าของกิจการทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานด้วย    บริษัทสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งและแบ่งตามความเป็นเจ้าของ ถ้าแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง บรรษัทสามารถแบ่งออกได้เป็น บริษัทที่มุ่งแสวงหากำไร กับบริษัทที่ไม่มุ่งแสวหากำไร หรือถ้าแบ่งตามความเป็นเจ้าของสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
                                      - บริษัทจำกัด ที่มีผู้ถือหุ้นจำนวนไม่มาก
                                      - บริษัท(มหาชน) แปลตรงตัวคือ บริษัทที่สามารถให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมเป็นเจ้าของได้ ซึ่งโดยปกติจะเป็นบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อเข้ามาจดทะเบียนแล้ว บริษัทจะเปลี่ยนชื่อโดยมีคำว่า มหาชนในวงเล็บต่อท้ายด้วย เช่น กรณีที่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยทางการอนุญาตให้บุคคลทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ได้ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ทศท.คอ์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น หากเป็นบริษัท(มหาชน) จะมีวิธีการระดมทุนหรือการรวบรวมเงินเพื่อนำไปดำเนินหรือขยายกิจการด้วยการเสนอขายหุ้นสำหรับบุคคลหรือนักลงทุนทั่วไปได้เข้ามาจับจอง โดยปกติแล้วจะกำหนดราคาที่แตกต่างกันไปตามแต่มูลค่าของบริษัท ประชาชนที่ซื้อหุ้นจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผลทุกปี
                    2.3 แนวทางการบริหารจัดการที่ดี แนวทางการบริหารจัดการที่ดีเป็นจำเป็นต่อผู้บริหารในปัจจุบัน เช่น บริษัทประเภทบรรษัท เนื่องจากผู้บริหารในบริษัทประเภทนี้ไม่เพียงแต่พยายามทำกำไรเพื่อผู้ถือหุ้นให้มากที่สุด แต่จำเป็นต้องมีหลักจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ จึงมีคำศัพท์ว่า หลักธรรมาภิบาล หมายถึง การควบคุมและการบริหารการจัดการขององค์การด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ด้วยความรับผิดชอบต่อตนเอง องค์กร ผู้หุ้น และจะไม่ทำความเสียหายต่อบริษัท ผู้บริหารจะต้องแสดงความรับผิดชอบในการกระทำเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และปฏิบัติกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทอย่างเสมอภาค การที่บริษัทจำเป็นต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการประกอบธุรกิจนั้น เนื่องจากในโลกธุรกิจปัจจุบัน การติดต่อประสานงาน การทำงานเริ่มมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น สิ่งหนึ่งที่ธุรกิจในปัจจุบันอาจจะพบเจอ หรือบางธุรกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือ ความจัดแย้งทางผลประโยชน์
                    การจัดตั้งกลไกป้องกันและฝ่ายตรวจสอบภายในกลไกควบคุม จะเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันและควบคุมการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้บ้าง ดังนี้
                        1) กลไกที่ช่วยป้องกัน มิได้หมายความถึงการนำกำแพงสูงมากั้นเพื่อมิให้ฝ่ายอื่นๆ เข้ามารับรู้การทำงานภายในฝ่ายได้ แต่กลไกที่ช่วยป้องกัน คือกลไกที่แต่ละฝ่าย หน่วยงาน หรือแผนกจะรักษาความลับและผลประโยชน์ของลูกค้าไว้ไม่นำไปเผยแพร่ให้บุคคลหรือฝ่ายอื่นรู้ โดยแต่ละฝ่ายที่มีแนวโน้มจะเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ จะถูกกำหนดเขตพื้นที่หวงห้ามเฉพาะไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกหรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้า-ออก บุคคลที่สามารถผ่านเข้าออกได้ต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องจริงกับงานที่ทำอยู่เท่านั้น และติดต่อเท่าที่จำเป็น เนื่องจากข้อมูลหรือเอกสารภายในหากรั่วไหลออกสู่ภายนอกอาจทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้น
                        2) กลไกที่ช่วยควบคุม หรือฝ่ายตรวจสอบภายใน เป็นฝ่ายที่ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการบริษัท โดยปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายบริหารแต่อย่างใด ทำหน้าที่หลักในการตรวจสอบ และควบคุมดูแลการทำงานภายในของบริษัทตั้งแต่ระดับบริหารถึงระดับปฏิบัติการโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยดูแล เป็นหูเป็นตาให้กับผู้ถือหุ้นเพื่อดูว่าผู้บริหารบริษัทได้ดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพและปฏิบัติตามกฎระเบียบที่รัฐกำหนดไว้
3. แนวทางาการบริโภค
                
การบริโภค หมายถึง การใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการทั้งนี้เพื่อสนองความต้องการส่วนตัวของแต่ละบุคคล ผู้บริโภคจึงต้องมีแนวทางที่เหมาะสมในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ
                    3.1 พฤติกรรมการบริโภคของตนเองและครอบครัว  พฤติกรรมการบริโภคของตนเองและครอบครัวในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปจากในสมัยก่อนค่อนข้างมาก เนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้
                            1)โครงสร้างทางสังคมและสถานะทางสังคม เช่น การซื้อสินค้ายี่ห้อดังๆเพื่อเสริมฐานะ
                            2) ความเชื่อต่างๆ เช่น ถ้ารับประทานไวน์วันละแก้วจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจ
                            3) ข้อมูลด้านโภชนาการ เช่น การรับประทานผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษ
                            4) เทคโนโลยี
                            5) สื่อต่างๆ เช่นโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ต่างๆ
                    3.2 สิทธิและการคุ้มครองตนเอง ครอบครัวและบุคคล   การบริโภคของบุคคลเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ผู้บริโภคควรได้รับทราบถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้บริโภคทุกคนควรศึกษาไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เพื่อป้องกันมิให้ผู้ขายสินค้าและบริการ มาเอารัดเอาเปรียบ
                        สาระสำคัญดังนี้
                            1) สิทธิที่ผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลและสรรพคุณที่บรรยายถึงคุณภาพของสินค้าและบริการที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจในการซื้อสิ่งนั้นๆ
                            2) สิทธิที่ผู้บริโภคมีอิสระในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเองตามความสมัครใจและโดยปราศจากการชักจูงจากผู้ประกอบการที่ไม่เป็นธรรม
                            3) สิทธิที่ผู้บริโภคจะได้รับความปลอดภัยจากการบริโภคหรือใช้บริการโดยมีข้อแนะนำและคำเตือนระบุไว้
                            4) สิทธิที่ผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาโดยไม่ถูกเอาเปรียบ
                            5) สิทธิที่ผู้บริโภคจะได้รับการชดเชยค่าเสียหายหากผู้ประกอบการละเมิดสิทธิในข้อ 1,2,3,4  เพื่อให้สิทธิเหล่านี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้ จึงได้มีการก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยกำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทำหน้าที่ช่วยเหลือ รับเรื่องราวร้องทุกข์ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้รับความรู้และข่าวสารเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างทั่วถึง ตลอดจนติดตามสอดส่องดูและพฤติกรรมของผู้ประกอบการไม่ให้เอารัดเอาเปรียบต่อผู้บริโภคได้
                3.3 แหล่งข้อมูลและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ในปัจจุบันการแข่งขันที่จะขายสินค้าและบริการสูง ทำให้ผู้บริโภคจะต้องศึกษาข้อมูลไว้ให้ดี เพื่อประสิทธิภาพต่อผู้บริโภคเอง นอกเหนือจากหน่วยงานของราชการ คือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.thaicomsumer.net ผู้บริโภคสามารถหาความรู้เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเองและผู้บริโภคเองยังต้องใส่ใจในข้อมูลอื่นๆ ด้วยตนเองด้วย เช่น การศึกษาเรื่องการผูกขาดสินค้าและบริการและกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกานการผูกขาดสินค้าและบริการ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำหน้าที่คอยดูแลสวัสดิภาพของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคควรทราบไว้ เช่น สายด่วนเพื่อผู้บริโภค ได้แก่ สายด่วนอย.1556 สายด่วนอนามัย 1675
4. การออมทรัพย์ในระบบธนาคาร
                
โดยทั่วไปการออมของแต่ละบุคคลถูกต้องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น ความสามารถในการออม ค่านิยมของการออม และปัจจัยอื่นๆที่เอื้อประโยชน์และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ออม เช่น อัตราดอกเบี้ย สิทธิประโยชน์ทางภาษี ระบบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่ต้องให้ผู้ออมเดินทางไปสถาบันการเงินด้วยตนเอง
                ประเภทของการออมทรัพย์ในระบบธนาคาร สามารถแยกได้ดังนี้
                        1) ธนาคารพาณิชย์ (Commercial Bank)
                            ธนาคารพาณิชย์ หมายถึง การประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันได้กำหนดไว้ และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง มีหน้าที่หลัก คือ รับฝากเงินจากประชาชน และให้ผลตอบแทนแก่เจ้าของเงินเป็นดอกเบี้ย แบ่งเป็น
                            - ฝากประจำ มีกำหนดแน่นอนให้เจ้าของเงินทวงถาม ผู้ฝากจะได้รับดอกเบี้ยตามระยะเวลาและตามที่ธนาคารแต่ละที่กำหนดไว้ ซึ่งจะแบ่งระยะเวลาการฝากเป็น 3, 6, และ 12 เดือน
                            - ฝากเผื่อเรียก การจ่ายเงินแก่เจ้าของเงินเมื่อไรก็ตามที่ทวงถาม
                            - ฝากกระแสรายวัน การจ่ายเงินแก่เจ้าของเงินทวงถามได้ทุกเมื่อ ผู้ฝากจะไม่ได้รับดอกเบี้ยในการฝากแบบนี้ แต่จะได้สมุดเช็คไว้ใช้สำหรับการฝากถอนแทน
                        2) ธนาคารพิเศษ
                            2.1 ธนาคารออมสิน เป็นธนาคารของรัฐ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2498 เพื่อนำเงินฝากของประชาชนและผลประโยชน์ทางการค้ามาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศ เช่น รับฝากเงินประเภทต่างๆ พันธบัตรออมสิน สลากออสินพิเศษ ฝากสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว ฝากเคหะสงเคราะห์ ฯลฯ
                            2.2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นธนาคารของรัฐ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2496 เพื่อส่งเสริมการนำเงินไปลงทุนเกี่ยวกับการซื้อที่ดิน การสร้างอาคารที่อยู่อาศัย
                            2.3 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นธนาคารของรัฐ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2509 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรของประเทศ ให้เกษตรกรกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ
                    เงินออม คือ เงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายของบุคคลในแต่ละเดือน ซึ่งโดยทั่วไปเรามักนำเงินออมไปฝากไว้กับธนาคารต่างๆ โดยจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยหรือถ้าเรียกโดยทั่วไปว่า อัตราผลตอบแทนจะไม่เท่ากัน โดยจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาของการฝากเงิน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เงินฝากที่มีระยะเวลานานจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากระยะสั้นที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากธนาคารได้บวกค่าความเสี่ยงที่ผู้ฝากต้องฝากเงินไว้กับธนาคารนั้นเป็นเวลานาน ซึ่งตลอดระยะเวลาของการฝากเงิน อาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ทำให้ผู้ฝากเงินอาจไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ หรือเรียกว่า ความเสี่ยง
                    ความเสี่ยง คือ ความไม่แน่นอนว่า การที่ผลตอบแทนที่ได้รับจริงนั้น อาจผิดไปจากที่คาดคิดหรือกำหนดไว้ ดังนั้น ผู้ฝากเงินจึงควรระวังสิ่งเหล่านี้ หลายคนเข้าใจผิดว่า การฝากเงินกับธนาคารนั้นปลอดภัยสูง แต่แท้ที่จริงแล้ว การฝากเงินกับธนาคารก็มีความเสี่ยงเหมือนกับการลงทุนในรูปแบบอื่นเช่นกัน เพียงแต่น้อยกว่า

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
   
  ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หมายถึง การติดต่อกันระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคในรูปของการค้าขาย การลงทุน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ จึงต้องการพึ่งพากัน การแข่งขัน และการประสานประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งกันและกัน
     ๑. การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละจังหวัดแตกต่างกันไป ทำให้บางจังหวัดกลับขาดแคลนสินค้านั้น จึงต้องมีการพึ่งพากันโดยการแลกเปลี่ยน ซื้อขายเพื่อให้ได้สินค้านันมา เช่น ขณะที่ชาวนาผลิตข้าว ชาวสวน ผลิตผลไม้ ชาวนานำข้าวไปขายให้กับพ่อค้าข้าว เมื่อได้เงินมาจึงนำเงินไปซื้อผลไม้จากชาวสวน ส่วนชาวสวนขายผลไม้ได้เงินมาก็นำเงินไปซื้อข้าวจากพ่อค้าข้าว พ่อค้าข้าวได้เงินมาก็นำเงินไปซื้อผลไม้กับชาวสวน และซื้อข้าวจากชาวนาอีกต่อไป
นอกจากนี้มีการพึ่งพากันทางด้านปัจจัยการผลิต เช่น ที่จังหวัดจันทบุรีมีรัตนชาติประเภทพลอยเป็นจำนวนมาก ประกอบกับมีช่างเจียระไนพลอยที่ชำนาญแต่อาจจะไม่มีทุน ผู้ประกอบการ หรือขาดความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี ดังนั้น จึงต้องมีการพึ่งพากันในส่วนที่ขาดนี้กับจังหวัดอื่น ๆ ขณะเดียวกัน จังหวัดที่มีความเจริญและเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ เช่น กรุงเทพมหานคร อาจจะมีทุน ผู้ประกอบการ หรือเทคโนโลยีทีใช้ในกาผลิตแล้วแต่ขาดแคลนวัตถุดิบ ทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงาน ดังนั้นจึงต้องมีการพึ่งพาจังหวัดอื่น ๆ ในส่วนที่ทางกรุงเทพมหานครไม่มี
     ๒. การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การแข่งขันทางเศรษฐกิจจะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ ราคาสินค้า ตลอดจนบริการที่ดีขึ้น เช่น จังหวัดที่ปลูกผลไม้มาก ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ส่วนใหญ่จะปลูก เงาะ ทุเรียน มังคุด ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตออกมาจำหน่ายในเวลาใกล้เคียงกัน จึงมีการแข่งขันกนด้านราคา การพัฒนาคุณภาพสินค้า เพื่อให้ผู้ซื้อเลือกซื้อสินค้าจากจังหวัดของตน ซึ่งการลดราคาในการขายจนต่ำกว่าทุนนั้น จะเป็นผลเสียต่อกลุ่มผู้ผลิตเอง ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการเพื่อร่วมมือกันในการขายผลผลิต
     ๓. การประสานประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ผู้ผลิตควรจะร่วมมือเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เช่น การรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการขายสินค้า หรือร่วมมือกันในการปรับปรุงวิธีการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการให้ความรู้กับสมาชิกในกลุ่ม
ที่มา : เอกรินทร์  สี่มหาศาล  และคณะ . สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ป.5. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์
   ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/

การเงิน การคลังและนโยบายแก้ไขและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

การเงิน  การคลังและนโยบายแก้ไขและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
 เรื่องที่  1  การเงินและสถาบันทางการเงิน
 1.1  การเงิน
 1.1.1  ความหมายของเงิน
            เงิน  คือ  สิ่งที่ทุกคนในสังคมยอมรับกันในขณะนั้นให้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน  และใช้วัดมูลค่าของสินค้าและบริการทุกชนิด 
  1.1.2  วิวัฒนาการการแลกเปลี่ยน
          มนุษย์รู้จักการแลกเปลี่ยนซื้อขายสิ่งของมาตั้งแต่สมัยโบราณ  ในระยะแรกๆการแลกเปลี่ยนไม่สลับซับซ้อนมากนัก  คือการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของกันก่อน  ต่อมาจึงมีการแลกเปลี่ยนโดยใช้วัตถุเป็นสื่อกลาง  จนกระทั่งรู้จักใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเช่นปัจจุบัน  วิวัฒนาการเงินตราซึ่งอาจแยกออกเป็น  ระบบเศรษฐกิจที่ไม่ใช้เงินตรา  กับระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินตรา
          1)  ระบบเศรษฐกิจที่ไม่ใช้เงินตรา    หรือการแลกเปลี่ยนโดยตรง (Barter System) 
เป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ  เป็นระบบเศรษฐกิจในสมัยโบราณ  เมื่อต้องการสินค้าก็จะนำสินค้าที่ตนหามาได้นั้นไปแลกกับสิ่งที่ตนต้องการ  เป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ  ในการแลกเปลี่ยนระบบนี้มีข้อยุ่งยากและไม่สะดวกอยู่หลายประการ  คือ
                   1.1)  ความต้องการมักไม่ตรงกัน  การแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความต้องการตรงกัน  และจะต้องมีความต้องการตรงกันทั้งจำนวนและชนิดของสิ่งของที่จะนำมาแลกกัน  มิฉะนั้นก็จะแลกกันหรือตกลงกันไม่ได้
                   1.2)  ขาดมาตรฐานในการวัดมูลค่า  การแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของนั้นไม่มีมาตรฐานในการแลกเปลี่ยน  เช่น  ผ้าสักกี่ผืนจึงจะแลกวัวได้  1  ตัว  หรือข้าวสารกี่ถังจึงจะแลกวัวได้  1  ตัว  ต่างฝ่ายก็ต้องการได้สิ่งของจำนวนมาก
                   1.3)  ยุ่งยากในการเก็บรักษา  การเก็บรักษาสิ่งของมีข้อยุ่งยากมาก  เช่น  เปลืองเนื้อที่  และของบางอย่างอาจเสื่อมคุณภาพหรือเน่าเสียได้ง่าน
          2)  ระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินตรา  หรือการใช้เงินเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน (Exchange System with money) วิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินตรา  มีลำดับความเป็นมาดังนี้
              2.1)  เงินที่เป็นสิ่งของหรือสินค้า   เกิดขึ้นเนื่องจากระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของโดยตรงมีข้อยุ่งยากอยู่หลายประการ  มนุษย์จึงเกิดความคิดที่จะใช้วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งใครๆก็อยากได้  และยินดีให้แลกกับสิ่งของที่เขามีอยู่  เช่น  ผ้าขนสัตว์  ลูกปัด  เปลือกหอย  เป็นต้น
          2.2)  เงินกษาปณ์  เมื่อมนุษย์ค้นพบแร่  เช่น  เหล็ก  ทองแดง  ดีบุก  ซึ่งเป็นของที่เหมาะสมแก่การใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน  เพราะมีความคงทน  ไม่เน่าเปื่อยง่าย   แต่เดิมมนุษย์ใช้ตามสภาพเดิมของโลหะ  ยังไม่รู้จักหลอมทำรูปร่างเหมือนปัจจุบัน  ทำให้ไม่สะดวกแก่การแลกเปลี่ยนเพราะต้องคอยตรวจสอบน้ำหนักและเลือกดูว่าเนื้อโลหะแท้หรือไม่แท้  บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เพียงใด  ต่อมาจึงมีการรับรองน้ำหนักและรับรองความบริสุทธิ์โดยประทับตราทำเครื่องหมายรับรองไว้เป็นสำคัญ  จึงเรียกว่าเงินตรา  เงินตราที่ทำด้วยโลหะต่างๆเรียกว่าเงินกษาปณ์หรือเหรียญกษาปณ์
          2.3)  เงินกระดาษ  เมื่อการติดต่อค้าขายขยายตัวมากขึ้นการชำระเงินโดยใช้เหรียญกษาปณ์คราวละจำนวนมากๆจึงเป็นเรื่องไม่สะดวกเพราะทั้งมีน้ำหนักมากและเปลืองเนื้อที่  มนุษย์จึงคิดทำเงินกระดาษขึ้นใช้แทนเหรียญกษาปณ์  ซึ่งเรียกว่าธรบัตร  เงินกระดาษนี้ชาติจีนเป็นชนชาติแรกที่เริ่มใช้  ต่อมาชาวอาหรับนำเข้าไปใช้ในยุโรปจนเป็นที่นิยมแพร่หลายควบคู่กับเหรียญกษาปณ์
          2.4)  เช็คเงินฝาก   เป็นเงินที่เกิดขึ้นในสังคมเศรษฐกิจสมัยใหม่ ที่ระบบธนาคารได้แพร่หลายขึ้นแล้ว  ผู้ชำระหนี้โดยใช้เช็คจะต้องฝากเงินในระบบธนาคารซึ่งต้องเป็นเงินฝากประเภทกระแสรายวัน 
1.1.3  ประเภทของเงิน
          1) เงินปฐมภูมิ (เงินผลิตภัณฑ์) : เงินที่มีมูลค่าในตัวเอง คือ เงินที่ทำหน้าที่เหมือนสินค้าทั่วๆไปด้วย เช่น หนังสัตว์ แร่ธาตุต่างๆ
          2) เงินทุติยภูมิ (เงินที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์) : เงินที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเท่านั้นไม่มีมูลค่าในตัวเอง
ปัจจุบัน เงินแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร และเงินฝากกระแสรายวัน (เช็ค) ซึ่งทั้งหมดจัดเป็นเงินทุติยภูมิ
1.1.4  ลักษณะของเงินที่ดี
          1)  เป็นของที่หายาก  เนื่องจากเงินเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน  เงินมักเป็นสิ่งของหรือโลหะที่หายาก  หรือมาหล่อหลอมประดับก็จะมีค่าในตัวของมันเอง
          2)  เป็นของที่ดูออกง่าย  สามารถดูแล้วรู้ว่าเป็นเงินปลอมหรือเงินจริง
          3)  เป็นของที่มีมูลค่าคงตัว  คือมีมูลค่าคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับสิ่งของชนิดอื่น
          4)  เป็นของที่แบ่งออกเป็นส่วนย่อยได้  สามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยได้โดยที่มูลค่าของส่วนที่แบ่งย่อยนั้นก็ไม่เปลี่ยนแปลง
          5)  เป็นของที่ขนย้ายสะดวก  เพราะเงินเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องพกพาเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนจึงควรมีขนาดเล็กและเบาเพื่อสะดวกในการพกพา
          6)  เป็นสิ่งที่คงทนถาวร  เงินควรมีความคงทนไม่แตกหักง่ายเก็บไว้นานเพียงใดก็ไม่เป็นสนิมหรือเน่าเปื่อยผุพัง
  1.1.5  หน้าที่ของเงิน
          1)  เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน  (Medium  of  Exchange)
                   เงินจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่างๆ  ทำให้ทุกคนมีเสรีภาพในการเลือก  เพราะการมีเงินทำให้เกิดอำนาจซื้อ  ที่ทำให้ผู้ซื้อสามารถซื้อหาสินค้าและบริการในเวลาใดหรือจากผู้ใดก็ได้
          2)  เงินเป็นมาตรฐานในการเทียบค่า  (Standard  of  Value)
                   สมัยที่มนุษย์ใช้ใช้ระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ  มนุษย์ต้องยุ่งยากอยู่มาก  เช่น  นำข้าวสาร  1  ถัง  ไปแลกวัวได้เพียง  1  ขา  และเจ้าของวัวก็จะไม่ยอมแลกเพราะต้องตัดขาวัววัวก็จะตาย  เนื่องจากระบบนี้ไม่มีมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนที่แน่นอนจึงกำหนดตามความพอใจของตนเอง  เมื่อมนุษย์นำเงินมาใช้ทำหน้าที่เป็นมาตรฐานในการเทียบค่า  ทำให้การซื้อขายสะดวกมีมาตรฐานที่แน่นอน  ที่เรียกว่าราคา 
          3)  เงินเป็นมาตรฐานในการชำระหนี้ภายหน้า  (Standard  of  Deferred  Payments)
                   ในการค้าขายหรือประกอบธุรกิจต่างๆ  อาจมีการผัดเวลาในการระชำระเงินจากปัจจุบันไปเป็นอนาคต  เงินจะเป็นสัญญาในการชำระหนี้ภายหน้าได้ดีแต่ลูกหนี้จะต้องเสียค่าดอกเบี้ยรวมไปด้วย
          4)  เงินเป็นเครื่องรักษามูลค่า  (Store  of  Value)
                   หากเมื่อเราเก็บหรือออมเงิน  เงินจะทำหน้าที่เป็นเครื่องรักษามูลค่าคือมีมูลค่าคงตัวอยู่เสมอ แต่ถ้าเก็บทรัพย์สินในรูปของเมล็ดพืช  เกลือ  หนังสัตว์  มูลค่าของทรัพย์สินอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลง  หรือบางชนิดอาจเน่าเสียได้
  1.1.6  ปริมาณเงิน
          ปริมาณเงิน  คือ  จำนวนเงินที่ที่พร้อมที่จะใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการและชำระหนี้ตามความต้องการได้ทันที  โดยทั่วไปจำแนกได้เป็น  2  ประเภท  คือ
          1)  ปริมาณเงินตามความหมายอย่างแคบ  เป็นปริมาณเงินที่ประชาชนถือไว้เพื่อเป็นสื่อในการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน  ประกอบด้วย
                   1.1)  ธนบัตรที่ถือโดยประชาชน
                   1.2)  เหรียญกษาปณ์ที่ถือโดยประชาชน
                   1.3)  เงินฝากกระแสรายวันที่ถือโดยประชาชน
          2)  ปริมาณเงินตามความหมายอย่างกว้าง  เป็นปริมาณเงินที่ประชาชนถือไว้เพื่อเป็นสื่อในการซื้อขายแลกเปลี่ยน  รวมทั้งเงินที่ถือไว้เป็นเครื่องสะสมค่าและเพื่อหาผลตอบแทน  ประกอบด้วย
                   2.1)  ธนบัตรที่ถือโดยประชาชน
                   2.2)  เหรียญกษาปณ์ที่ถือโดยประชาชน
                   2.3)  เงินฝากกระแสรายวันที่ถือโดยประชาชน
                   2.4)  เงินฝากออมทรัพย์ที่ถือโดยประชาชน
                   2.5)  เงินฝากประจำที่ถือโดยประชาชน
    1.1.7  มูลค่าของเงิน
          มูลค่าของเงินมี  2  กรณีคือ
          1)  ค่าภายนอกของเงิน  คือราคาของเงินตราสกุลหนึ่ง  เมื่อคิดเป็นเงินตราของสกลุต่างๆ  ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ  เช่น  เงิน  1  ดอลลาร์  มีค่าเทียบกับเงินบาทของไทย  เท่ากับ  36  บาท  เป็นต้น  อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจึงเป็นเหมือนราคาสินค้าชนิดหนึ่ง  มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของเงิน  เรียกโดยทั่วไปว่า  เงินแข็งค่า  มูลค่าที่ลดลงของเงิน  เรียกโดยทั่วไปว่า  เงินอ่อนค่า  มูลค่าที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของเงินเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลอื่นเกิดจากอุปสงค์ของตลาดเงิน  เช่น  หากตลาดเงินมีความต้องการซื้อเงินบาทมากมีผลทำให้ค่าของเงินบาทเพิ่มสูงขึ้น  เป็นต้น
          2)  ค่าภายในของเงิน  คือความสามารถหรืออำนาจซื้อ  ที่เงินแต่ละหน่วยจะซื้อสินค้าและบริการได้   เช่น  หากซื้อข้าวสาร  1  ถัง  ราคา  160  บาท  ต่อมา  หากซื้อข้าว  1  ถัง  ชนิดเดียวกันราคา  180  บาท  ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก  ราคาข้าวอาจสูงขึ้น  หรือค่าภายในของเงินลดลง
    1.1.8  อำนาจซื้อ
          อำนาจซื้อ  คือ  ความสามารถของเงิน  1  หน่วย  ที่จะสามารถซื้อสินค้า  และบริการได้มากน้อยเพียงใด  จำนวนสินค้าและบริการที่เงินหนึ่งหน่วยสามารถแลกมานั้น  คือ  ค่าของเงินหรืออำนาจซื้อของเงินนั่นเอง  เครื่องมือที่ใช้วัดความเปลี่ยนแปลงอำนาจซื้อของเงินคือระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไป  หากปรากฏว่าระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้น  อำนาจซื้อของเงินที่แท้จริงก็ลดลง  เช่น  เงิน  10  บาท  ซื้อข้าวได้  1  จาน  แต่ปัจจุบันต้องใช้เงินถึง  20  บาท  จึงจะซื้อข้าวได้  1  จาน  ในทางกลับกันระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปลดลง  อำนาจซื้อของเงินที่แท้จริงก็สูงขึ้น  เป็นต้น  
    1.1.9  สภาพคล่อง
          สภาพคล่อง  หมายถึง  คุณสมบัติหรือทรัพย์สินที่จะเปลี่ยนเป็นสิ่งของหรือบริการอย่างอื่นได้ง่าย  และไม่เสียหายหรือเสียหายน้อย  เงิน  จึงเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องมากที่สุด  ก็เพราะเงินสามารถนำไปซื้อสินค้าและบริการได้ทันที 
 1.2  สถาบันทางการเงิน
  1.2.1  ความหมายของสถาบันทางการเงิน
สถาบันทางการเงิน  หมายถึง  หน่วยงานที่ทำหน้าที่ระดมเงินออมและให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการเงินไปเพื่อการบริโภค  หรือเพื่อการดำเนินทางธุรกิจ
  1.2.2  ความเป็นมาของสถาบันทางการเงินในประเทศไทย
          สถาบันการเงินประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อไทยทำการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ  ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยชาวอังกฤษได้เข้ามาตั้งธนาคารฮ่องกงและเซี้ยงไฮ้  เมื่อพ.ศ.2431  ธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นระยะแรกๆล้วนเป็นของชาวต่างประเทศทั้งสิ้น    ใน พ.ศ. 2449  จึงมีการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ของไทยขึ้นเป็นครั้งแรก  ชื่อ  แบงก์สยามกัมมาจล  ทุนจำกัด  และเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารไทยพาณิชย์  จำกัด เมื่อ  พ.ศ.2482 
  1.2.3  ประเภทของสถาบันทางการเงิน
          สถาบันทางการเงินแบ่งออกได้เป็น  2  ประเภท  ดังนี้ 
          1)  สถาบันการเงินที่ประกอบกิจการธนาคาร  
                   1.1)  ธนาคารกลาง
                   1.2)  ธนาคารพาณิชย์
                   1.3)  ธนาคารเฉพาะ
          2)  สถาบันการเงินที่ไม่ประกอบกิจการธนาคาร
  1.2.4  ธนาคารกลาง (Central  Bank)
          ธนาคารกลางทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางและจัดระบบทางการเงินของประเทศ   อำนวยประโยชน์แก่เศรษฐกิจส่วนรวม  ปัจจุบันประเทศต่างๆทั่วโลกส่วนใหญ่มีธนาคารกลางเป็นของตนเอง  ธนาคารกลางของหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยส่วนใหญ่มีแบบอย่างมาจาก  ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ  (Bang  of  England) 
          ธนาคารกลางของประเทศไทยเริ่มดำเนินการ  เมื่อ  พ.ศ.2483  ชื่อธนาคารชาติไทย  ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง  ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2485  ได้เปลี่ยนชื่อเป็น  ธนาคารแห่งประเทศไทย  (Bang of  Thailand หรือเรียกย่อๆว่า  BOT)  ช่วงแรกได้เช่าธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้  ถนนสี่พระยา  เป็นที่ทำการชั่วคราวจนถึง  พ.ศ.2488  จึงย้ายไปที่วังบางขุนพรหม  ต่อมาได้สร้างอาคารสำนักงานขึ้นใหม่ในบริเวณวังบางขุนพรหม  เปิดใช้เมื่อ พ.ศ.2525  ธนาคารแห่งประเทศไทย  ดำเนินการตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย  พ.ศ.2485  มีฐานะเป็นองค์การอิสระอยู่ภายใต้การกำกับการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
          อำนาจหน้าที่ของธนาคารกลาง
            1)  หน้าที่ออกธนบัตร  ตามปกติธนาคารกลางของประเทศต่างๆ  จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ออกธนบัตร  เพื่อจะได้ควบคุมปริมาณธนบัตรที่ใช้ให้พอดีกับความต้องการของประชาชนโดยทั่วไปและความต้องการของธุรกิจ  โดยมีกฎหมายควบคุมการออกธนบัตรให้เป็นที่เชื่อถือของประชาชน  ดังพระราชบัญญัติเงินตรา  พ.ศ.2501  “มาตรา  30  ให้สินทรัพย์ดังต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย  ที่จะประกอบขึ้นเป็นทุนสำรองเงินตรา
ทุนสำรองเงินตรา   คือ  สินทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นทุนหนุนหลังธนบัตรที่ออกใช้ภายในประเทศ  ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่ออกธนบัตร  จะต้องมีหลักทรัพย์เป็นทุนสำรอง  ร้อยละร้อย  ดังดัง
1)  ทองคำ
2)  เงินตราต่างประเทศอันเป็นเงินตราที่พึงเปลี่ยนได้  หรือเงินตราต่างประเทศอื่นใดกำหนดโดยกฎกระทรวง  ทั้งนี้ต้องเป็นรูปเงินฝากในธนาคารนอกราชอาณาจักรหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
3)  หลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้ในข้อ  2
4)  ทองคำและสินทรัพย์ต่างประเทศที่นำส่งมอบกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
5)  ใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงิน
6)  หลักทรัพย์รัฐบาลไทยที่จะมีการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้ในข้อ  2  หรือเป็นเงินบาท
7)  ตั๋วเงิน  ในประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพึงซื้อ  หรือรับช่วงซื้อลดได้  แต่ต้องมีค่ารวมกันไม่เกินร้อยละยี่สิบของจำนวนธนบัตรที่ออก
ทุนสำรองตามข้อ  1  2  3  4  5  6  และ  7  รวมกันต้องเป็นร้อยละร้อยของธนบัตร  และต้องมีทุนสำรองตามข้อ  1  2  3  4  และ ไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบ

          2)  เป็นนายธนาคารของรัฐบาล  ธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นนายธนาคารดังต่อไปนี้
                   2.1)  เป็นผู้รักษาเงินฝากของรัฐบาล
                   2.2)  เป็นผู้ให้กู้ยืมแก่รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ
                   2.3)  เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล
          3)  เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์  ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับอำนาจตามกฎหมายในการควบคุมการดำเนินกิจการของธนาคารพาณิชย์  และดูแลกิจกรรมดังต่อไปนี้
                   3.1)  หน้าที่ในการรับฝากเงิน  ธนาคารพาณิชย์จะต้องฝากเงินสดสำรองตามกฎหมายไว้ที่ธนาคารกลาง  นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์มักจะฝากเงินสดส่วนที่เกินความจำเป็นต้องใช้ไว้กับธนาคารกลาง
              3.2)  หักบัญชีระหว่างธนาคาร  การที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องฝากเงินสดสำรองตามกฎหมายไว้ที่ธนาคารกลาง   เมื่อมีหนี้สินระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกัน  จึงทำให้ธนาคารกลางมีหน้าที่ช่วยหักลบหนี้สินระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารกลางด้วยกัน
                   3.3)  เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้าย  ธนาคารกลางเป็นแหล่งสุดท้ายที่ธนาคารพาณิชย์จะพึ่งได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามฉุกเฉิน  เช่น  ธนาคารขาดเงิน  เงินสดไม่พอจ่าย  ธนาคารกลางก็จะให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืม
          4)  ดำเนินนโยบายทางการเงิน  เป็นหน้าที่และบทบาทสำคัญของธนาคารกลางในการควบคุมปริมาณเงินของประเทศให้มีปริมาณที่เหมาะสม  โดยใช้มาตรการต่างๆในการแก้ปัญหาทางการเงิน
  1.2.5  ธนาคารพาณิชย์
          ธนาคารพาณิชย์   ตามพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์  (ฉบับที่  2)  พ.ศ.2522  มาตรา  4  ได้ให้ความหมายว่า  ธนาคารพาณิชย์ คือ ธนาคารที่ประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม  เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง  เช่น  การให้กู้ยืม  การขายหรือเก็บเงินตามตั๋วเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใดหรือขายเงินตราต่างประเทศ
          ระบบธนาคารพาณิชย์
          1)  ระบบธนาคารอิสระหรือระบบธนาคารเดี่ยว  คือ  ธนาคารที่ดำเนินการโดยเอกเทศ  แต่ละแห่งเป็นหน่วยงานอิสระที่สำนักงานเพียงแห่งเดียว  การดำเนินงานมักทำโดยคนในท้องถิ่น เพื่อบริการคนในท้องถิ่นนั้น
          2)  ระบบธนาคารสาขา  คือ  ระบบธนาคารที่มีสาขาของตนตั้งขึ้นในท้องถิ่นทั่วประเทศหรือต่างประเทศ  ธนาคารสาขาจะดำเนินงานภายใต้นโยบายของสำนักงานใหญ่
          -  การบริการของธนาคาร
          1)  บริการรับฝากเงิน  แบ่งเป็น  3  ประเภทได้แก่
                   1.1)  เงินฝากออมทรัพย์  เงินฝากประเภทนี้เป็นเงินฝากที่สนับสนุนการออมของผู้ออมรายย่อย  ธนาคารจะไม่กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่จะรับฝากแต่ละครั้ง  หรือกำหนดไว้ต่ำมาก  จึงเป็นบัญชีที่ผู้ออมอาจนำเงินฝากไว้แม้ว่าเป็นจำนวนเล็กน้อย  บัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ไม่มีระยะเวลาของการรับฝาก  แต่การให้อัตราดอกเบี้ยกับเงินฝากประเภทนี้ต่ำมาก 
                   1.2)  เงินฝากประจำ  หรือเงินฝากที่มีการกำหนดระยะเวลา  เป็นเงินฝากที่ผู้ฝากจะกำหนดระยะเวลาของการฝากไว้  เช่น  ฝากระยะ  6  เดือน  1  ปี  2  ปี  เป็นต้น   ปกติธนาคารจะกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่ธนาคารจะรับฝากสำหรับการฝากแต่ละครั้ง  เงินฝากประเภทนี้จะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากประเภทอื่น 
                   1.3)  เงินฝากกระแสรายวัน  เงินฝากประเภทนี้เป็นเงินฝากที่ผู้ฝากจะโอนจ่ายเงินในบัญชีของตนให้กับผู้อื่นได้ด้วยการเขียนเช็คสั่งจ่าย  ธนาคารจะโอนเงินจำนวนเท่ากับที่ผู้สั่งจ่าย  (ผู้เป็นเจ้าของบัญชี)ระบุไว้บนเช็คให้กับผู้ที่นำเช็คมาขึ้นเงิน  โดยปกติแล้วธนาคารจะไม่ให้ดอกเบี้ยกับเงินฝากประเภทนี้
          2)  บริการให้กู้เงิน  แบ่งเป็น  3  ประเภท  ได้แก่
                   2.1)  เงินให้กู้  เป็นเงินที่ธนาคารให้กู้แก่ลูกค้าเป็นเงินก้อน  ลูกค้าผู้กู้จะเบิกเงินไปได้ทั้งจำนวนเพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของตน 
                   2.2)  เงินเบิกเกินบัญชี  แตกต่างจากเงินให้กู้ตรงที่ว่าเมื่อผู้กู้ทำสัญญาขอกู้แบบเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารแล้ว  ธนาคารยังไม่ถือว่าผู้กู้เป็นลูกหนี้ของธนาคาร  จนกว่าผู้กู้จะได้ใช้จ่ายเงินเกินบัญชีกระแสรายวันที่ตนมีอยู่กับธนาคารได้เท่ากับจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในสัญญา  สัญญาเงินกู้นี้เป็นสัญญาที่สะดวก  สำหรับผู้ที่ทำการค้าที่บางเวลาต้องใช้เงินจำนวนมาก  แต่ต้องการเงินไปใช้เป็นช่วงเวลาไม่นานนัก  แต่อัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินเบิกเกินบัญชีมักสูงกว่าเงินกู้ประเภทอื่น
                   2.3)  ตั๋วเงินซื้อลด  เป็นวิธีการให้เงินกู้เพื่อการค้า  โดยธนาคารจะรับซื้อตั๋วเงินที่พ่อค้ารายหนึ่งออกให้กับพ่อค้าอีกรายหนึ่ง  ตั๋วเงินนี้เป็นตั๋วเงินที่เกิดขึ้นเนื่องจากการซื้อขายสินค้าซึ่งจะมีการชำระเงินภายหลังแต่พ่อค้าที่ได้รับตั๋วเงินต้องการเงินสดไปใช้ก่อน  จะนำตั๋วเงินนี้ไปขายลดต่อให้กับธนาคาร  ตั๋วเงินประเภทนี้จะเป็นตั๋วที่มีการชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้หน้าตั๋วในวันที่ตั๋วเงินครบกำหนด 
ตั๋วเงิน  ในทางการเงิน  หมายถึง  ตราสารทางการเงิน  ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ได้กำหนดชนิดของตั๋วเงินออกเป็น  3  ประเภท  คือ
1.  เช็ค  คือ  ตั๋วเงินที่บุคคลหนึ่งสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินให้แก่อีกบุคคลหนึ่ง  หรือจ่ายให้แก่ตนเองโดยกำหนดจำนวนเงินและเวลาไว้แน่นอน
2.  ตั๋วแลกเงิน  คือ  ตั๋วเงินที่บุคคลที่หนึ่ง  สั่งให้บุคคลที่  2  จ่ายเงินให้กับบุคคลที่  3  โดยมีวันครบกำหนดใช้เงินและจำนวนเงินที่แน่นอน
3.  ตั๋วสัญญาใช้เงิน  คือ  ตั๋วเงินที่บุคคลหนึ่งสัญญาว่าจะใช้เงินแก่บุคคลหนึ่ง    วันที่ครบกำหนด  โดยระบุจำนวนเงินที่แน่นอน  ตั๋วสัญญาใช้เงินอาจจะระบุดอกเบี้ยหรือไม่ระบุก็ได้

3.  การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
          4)  บริการอื่นๆ   ชำระค่าสาธารณูปโภค    รับชำระค่าบัตรเครดิตต่างธนาคาร   ให้เช่าตู้นิรภัย
บัตรเครดิต   บัตร ATM (automatic  teller  machine)
1.2.5  ธนาคารเฉพาะ
                ธนาคารเฉพาะ  คือ  ธนาคารที่จัดตั้งโดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเฉพาะเรื่องและจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารนั้น ๆ ปัจจุบันประเทศไทยมีธนาคารเฉพาะจำนวน  6  ธนาคารคือ
          1)  ธนาคารออมสิน  (The  Government  Savings  Bank)  เป็นธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน  พ.ศ.2489  ธนาคารออมสินเป็นธนาคารของรัฐบาลทำหน้าที่ระดมเงินออม  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินออมของผู้ออมรายย่อย ๆ  กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในรูปของเงินฝากออมทรัพย์  เงินฝากประจำเป็นส่วนใหญ่และยังระดมเงินออมโดยการขายพันธบัตรออมสินและสลากออมสิน  เป็นต้น  แล้วนำเงินออมมาปล่อยสินเชื่อให้แก่รัฐบาลเป็นส่วนใหญ่  โดยการซื้อพันธบัตรและตั๋วเงินคลังปล่อยสินเชื่อให้แก่รัฐวิสาหกิจ  และหันมาปล่อยสินเชื่อให้แก่ข้าราชการ  พนักงานรัฐวิสาหกิจและประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น
          2)  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  (Bank  for  Agriculture  and  Agricultural  Coperatives หรือ BAAC)  เป็นธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509  โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  ประมาณร้อยละ  98  ของทุนเรือนหุ้น  ส่วนที่เหลือได้แก่  สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร  บริการรับฝากเงินจากประชาชนโดยทั่วไป  และให้สินเชื่อระยะสั้นและระยะปานกลางเกษตรกร  กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร  โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ  เป้าหมายหลักของธนาคารก็เพื่อส่งเสริมการพัฒนาภาคเกษตรกรรม  ซึ่งครอบคลุมการกสิกรรม  การประมง  การเลี้ยงสัตว์  การทำนาเกลือและให้สินเชื่อการดำเนินธุรกิจที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร
          3)  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)  (Government  Housing  Bank  หรือ  GHB) เป็นสถาบันทางการเงินของรัฐภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง  จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2496 ตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์  พ.ศ.2496 เพื่อทำหน้าที่ในการจัดหาเงินทุนด้วยการระดมเงินฝากจากประชาชนมาปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ประชาชน  ในการซื้อที่ดินหรืออาคารหรือเพื่อสร้าง  ซ่อมแซมต่อเติมอาคาร  โดยคิดในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
          4)  ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) (The  Export – Import Bank  หรือ EXIM  Bank)  จัดตั้งขึ้นเมื่อปี  พ.ศ.2536  ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536  เพื่อประกอบธุรกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออก  นำเข้าและการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ  เป็นธนาคารที่ไม่รับฝากเงินจากประชาชนแหล่งเงินทุนได้มาจากทุนประเดิมเทื่อจัดตั้ง  เงินกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยและจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ  ให้สินเชื่อแก่ผู้ส่งออกทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศ  และรับประกันการส่งออกเพื่อลดความเสี่ยง 
          5)  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.)  (Small  and  Medium  Enterprise  Development  Bank  of  Thailand หรือ SME Bank) เป็นธนาคารที่เปลี่ยนสถานะมาจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม  เมื่อวันที่  19  ธันวาคม  2545  ตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  พ.ศ.2545  เป็นสถาบันที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง  ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงอุตสาหกรรม  จัดตั้งขึ้นโดยทำหน้าที่ให้สินเชื่อเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม 
          6)  ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย  (Islamic  Bank  of  Thailand)  จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2545  ตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย  พ.ศ. 2545  เป็นสถาบันทางการเงินในกำกับของกระทรวงการคลังดำเนินธุรกิจธนาคารตามหลักของศาสนาอิสลาม  ไม่ทำธุรกรรมที่ต้องห้ามตามหลักศาสนา
1.2.6  สถาบันการเงินที่ไม่ประกอบกิจการธนาคาร
                1)  บริษัทเงินทุน  (บง.) (Finance  Companies) เป็นสถาบันทางการเงินที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด  หาทุนเพื่อบุคคลอื่น  โดยบริษัทจะกู้ยืมเงินจากประชาชนทั่วไปโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน  แล้วนำมาปล่อยกู้เพื่อการต่าง ๆ
          2)  บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) (Securities  Companies) เป็นสถาบันทางการเงินที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด  เพื่อทำหน้าที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ต่าง ๆ ได้แก่  การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์  การค้าหลักทรัพย์  การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน  ปัจจุบันมีบริษัทจำนวนหลายบริษัทแต่ที่เป็นบริษัทสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  มีจำนวน  35  บริษัท
          3)  บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย  (Insurance  Companies)  เป็นสถาบันเอกชนเริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่  พ.ศ.2471  ธุรกิจประกันภัย  แบ่งเป็น  2  ประเภท  คือ
                   -  การประกันวินาศภัยเป็นสัญญาเรียกว่า  “กรมธรรม์ประกันภัย”  ซึ่งผู้รับประกันตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกัน  ตามจำนวนที่รับประกันภัย  การประกันวินาศภัยอาจแบ่งออกเป็นหลายประเภท  เช่น  ประกันอัคคีภัย  ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง  ประกันภัยรถยนต์  เป็นต้น
                   -  การประกันชีวิต  เป็นสัญญาเรียกว่า  “กรมธรรม์ประกันชีวิต”  ซึ่งผู้รับประกันตกลงจะชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์  ตามที่ตกลงในสัญญา
          4)  บริษัทเครดิตฟองซิเอร์  (Credit  Foncier  Companies)  เป็นสถาบันเอกชนเริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ปี  พ.ศ.2512  โดยมีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์  เช่น  บ้านและที่ดิน  การกู้ยืมจะต้องใช้บ้านและที่ดินค้ำประกัน
          5)  โรงรับจำนำ  (Pawnshops)  เป็นธุรกิจการเงินขนาดเล็ก  เริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่  พ.ศ.2409  วัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนทั่วไปกู้ยืมโดยการรับจำนำสิ่งของ  โรงรับจำนำแบ่งออกเป็น  3  ประเภทคือ      -  โรงรับจำนำเอกชน
                   -  สถานธนานุเคราะห์  เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยกรมประชาสงเคราะห์
                   -  สถานธนานุบาล  เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยเทศบาล
          6)  สถาบันการเงินอื่น ๆ เช่น  สหกรณ์การเกษตร  สหกรณ์ออมทรัพย์  เป็นต้น